เมื่อคนระห่ำอย่าง แมเชเต้ ถูกเรียกตัวอีกครั้ง คราวนี้ภารกิจของเขาก็ยิ่งบ้าระห่ำกว่าเดิม เพราะต้องจัดการทั้งผู้ก่อการร้ายสุดเพี้ยนและพ่อค้าอาวุธสุดบ้าที่วางแผนจะเขย่าโลกทั้งใบ Machete Kills (คนระห่ำ ดุกระฉูด) คือหนังที่ตั้งใจจะขยี้ความมันของหนังแอ็กชันยุค 80 ให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไร้กฎเกณฑ์ และมันก็ทำได้สำเร็จ แม้บางครั้งจะเกินขอบเขตจนน่าขัน
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
หลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก แมเชเต้ (แดนนี เทรโฮ) อดีตเจ้าหน้าที่เฟเดอราลที่กลายเป็นตำนานแห่งความโหด ถูกประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาจ้างวานให้ไปปฏิบัติภารกิจสุดอันตราย นั่นคือการกำจัด เมนเดซ (เดเมียน บิชีร์) ผู้นำปฏิวัติผู้บ้าคลั่งที่ขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใส่โลก แมเชเต้ต้องเดินทางข้ามพรมแดนไปยังเม็กซิโกเพื่อจัดการศัตรู แต่ระหว่างทางเขากลับพบว่ายังมีวายร้ายตัวฉกาจอีกคน นั่นคือ วอซ (เมล กิบสัน) เศรษฐีพ่อค้าอาวุธผู้อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมด วอซไม่เพียงแค่ต้องการสร้างความวุ่นวาย แต่ยังมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการสร้างกองทัพนักฆ่าไซบอร์กเพื่อยึดครองโลก ภารกิจของแมเชเต้จึงไม่ใช่แค่การหยุดยั้งเมนเดซเท่านั้น แต่ยังต้องถอนรากถอนโคนวอซและกองกำลังของเขาด้วย
งานการแสดงและตัวละคร
นักแสดงในหนังเรื่องนี้ล้วนแต่เป็นนักแสดงฝีมือดี แต่พวกเขากลับต้องมารับบทที่เกินจริงสุดขั้ว แดนนี เทรโฮ ในบทแมเชเต้ยังคงเป็นขวัญใจแฟนหนัง ด้วยหน้าตาที่ดุดันและท่าทางที่แข็งแกร่ง เขาสื่อสารผ่านสีหน้าและการกระทำได้มากกว่าคำพูด เมล กิบสัน ในบทวอซกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้งในบทวายร้ายที่ทั้งบ้าคลั่งและมีเสน่ห์ในแบบของเขา เดเมียน บิชีร์ รับบทเมนเดซที่สวมหน้ากากหลายชั้น ทั้งเป็นผู้นำปฏิวัติและเป็นหุ่นเชิดของวอซ การแสดงของเขามีทั้งความน่ากลัวและตลกในเวลาเดียวกัน แอมเบอร์ เฮิร์ด ในบทสาวสวยสายลับก็ทำหน้าที่ของเธอได้ดี แต่บทบาทของเธอกลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควร โซเฟีย เวอร์การา ในบทเดสเดโมนาเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นำเสนอความเซ็กซี่และดุดันแบบจัดเต็ม ส่วน มิเชลล์ ร็อดริเกซ กลับมารับบทลุซที่เป็นทั้งเพื่อนและคนรักของแมเชเต้ แม้จะมีบทบาทไม่มาก แต่ก็เป็นตัวละครที่แฟนๆ ต้องคิดถึง
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
โรเบิร์ต โรดริเกซ ผู้กำกับที่คร่ำหวอดในวงการหนังแอ็กชันแนว B-movie นำเสนอสไตล์การกำกับที่เต็มไปด้วยสีสันและความโหดเหี้ยมแบบไม่ยั้ง ภาพในหนังถูกถ่ายทอดด้วยฟิลเตอร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนหนังเก่ายุค 70-80 ซึ่งเข้ากับบรรยากาศของหนังเป็นอย่างดี การตัดต่อที่รวดเร็วและฉากต่อสู้ที่อลังการทำให้หนังไม่เคยมีช่วงเวลาที่น่าเบื่อ ดนตรีประกอบโดย คาร์ล เธียล ยังคงเป็นเอกลักษณ์แบบเดียวกับภาคก่อน มีการใช้กีตาร์สเปนและจังหวะที่เร้าใจ ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับทุกฉาก อย่างไรก็ตาม หนังใช้เวลากับการย้อนอดีตและการอธิบายตัวละครมากไปหน่อย ซึ่งอาจทำให้จังหวะของเรื่องช้าลงบ้าง
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
Machete Kills เป็นหนังที่ตั้งใจจะตีแผ่ความไร้สาระของหนังแอ็กชันแบบดั้งเดิม โดยการเพิ่มทุกอย่างให้ใหญ่ขึ้น โหดขึ้น และบ้าคลั่งขึ้น โรเบิร์ต โรดริเกซใช้หนังเรื่องนี้เป็นเวทีในการเสียดสีสังคมการเมืองอเมริกันและวัฒนธรรมป๊อป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอประธานาธิบดีที่ไร้ความสามารถและวายร้ายที่บ้าคลั่งเกินจริง หนังยังเล่นกับความคาดหวังของผู้ชมด้วยการนำเสนอตัวละครที่กลับชาติมาเกิดและการหักมุมที่ไร้เหตุผล แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของมัน ในแง่ของความบันเทิง หนังทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยม เพราะมันไม่เคยจริงจังกับตัวเอง และชวนให้ผู้ชมสนุกไปกับความโกลาหลที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชมที่คาดหวังหนังที่มีเนื้อเรื่องสมเหตุสมผลหรือการพัฒนาตัวละครที่ลึกซึ้ง Machete Kills อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะหนังเลือกที่จะเน้นความมันส์เหนือสิ่งอื่นใด
สรุป
สำหรับแฟนพันธุ์แท้หนังแอ็กชันแนว B-movie และผู้ที่ชื่นชอบสไตล์ของโรเบิร์ต โรดริเกซ Machete Kills คือของหวานที่ขาดไม่ได้ แต่มันไม่ใช่หนังสำหรับคนที่ต้องการเนื้อเรื่องลึกซึ้งหรือความสมเหตุสมผล ถ้าคุณพร้อมจะปิดสมองและสนุกไปกับความบ้าคลั่งของแมเชเต้ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +แอ็กชันโหด มันส์ และไม่หยุดนิ่ง
- +นักแสดงมากฝีมือที่มาร่วมสนุกอย่างเต็มที่
- +สไตล์ภาพและดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของโรดริเกซ
- +ความบ้าคลั่งที่เหนือความคาดหมาย สร้างความสนุกแบบไม่ต้องคิดมาก
👎 จุดด้อย
- −เนื้อเรื่องไร้สาระและไม่สมเหตุสมผล
- −บางฉากยาวเกินไปและมีตัวละครมากเกินไป
- −มุขตลกบางอันอาจไม่ถูกจริตผู้ชมบางกลุ่ม
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แนะนำให้ดูภาคแรกก่อนเพื่อทำความรู้จักตัวละครและสไตล์ของหนัง แต่ถ้าดูภาคสองเลยก็พอจะเข้าใจเนื้อเรื่องได้ เพราะภาคสองมีบทสรุปสั้นๆ ให้
หนังมีเรต R ในต่างประเทศ เพราะมีฉากความรุนแรง ภาษาไม่สุภาพ และเนื้อหาทางเพศ จึงเหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
ภาคสองมีความบ้าคลั่งและใหญ่โตกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด มีตัวละครมากขึ้น ฉากแอ็กชันยิ่งใหญ่ขึ้น และเนื้อเรื่องยิ่งไร้สาระมากขึ้น